SEO

7 กลยุทธ์การตลาดที่ใช้ได้จริง ช่วยให้คุณเข้าถึงลูกค้าได้ดียิ่งขึ้น

กลยุทธ์ที่จะช่วยให้แบรนด์เข้าถึงลูกค้า

กลยุทธ์ที่จะช่วยให้แบรนด์เข้าถึงลูกค้า และขายของได้ง่ายขึ้น กลยุทธ์หลายข้อที่คุณอาจมองข้ามไป ในบทความนี้ ผมจะมาแชร์กลยุทธ์ทางการตลาดเท่าที่คิดออก (ณ ตอนที่เขียน) ซึ่งกลยุทธ์ที่ผมจะเอามาแชร์นั้น ไม่มีตัวไหนดีที่สุด นอกจากนั้นในเกือบทุกสถานการณ์ การใช้กลยุทธ์มากกว่า 1 อย่างก็เป็นสิ่งที่ต้องทำ เพราะฉะนั้นหลังจากที่อ่านจบ ผมแนะนำให้ลองเอาไปคิดและลองผสานมันเข้ากับแผนการตลาดของคุณดู รับทำ marketing 

7 กลยุทธ์การตลาดที่ใช้ได้จริง

  • 1. กลยุทธ์การตลาดแบบขาดแคลน (Scarcity Marketing)
  • 2. กลยุทธ์การตลาดแบบลองฟรีก่อน จ่ายทีหลัง
  • 3. กลยุทธ์งานอีเวนต์ (Event Marketing) แบบจัดเอง
  • 4. กลยุทธ์งานอีเวนต์ (Event Marketing) แบบเข้าร่วม
  • 5. ทำ Public Speaking
  • 6. กลยุทธ์การตลาดแบบบอกต่อ (Referral Marketing)
  • 7. กลยุทธ์การตลาดแบบช่วยขาย (Affiliate Marketing)

1. กลยุทธ์การตลาดแบบขาดแคลน (Scarcity Marketing)

Scarcity Marketing แปลเป็นไทยง่ายๆ ว่าการตลาดแบบขาดแคลนตั้งอยู่บนแนวคิดที่ว่าคนเรามักจะไม่สนใจสิ่งที่อยู่มากมายเหลือเฟือ แต่มักจะโหยหาสิ่งที่ขาดแคลน

ตัวอย่างเช่นถ้าคุณเดินเข้าไปในห้าง คุณเจอเสื้อผ้า 3 ร้านขายเสื้อผ้าแบบเดียวกัน แต่ป้ายราคาที่เขาติดไม่เหมือนกันได้แก่

  1. เสื้อตัวนี้ราคา 500 บาท
  2. เสื้อตัวนี้ราคา 1,000 บาท พิเศษ! ลดราคาเหลือ 500 บาท
  3. เสื้อตัวนี้ราคา 1,000 บาท พิเศษ! ลดราคาเหลือ 500 บาท โปรโมชั่นนี้ใช้ได้แค่วันนี้เท่านั้น!

เป็นคุณคุณจะเลือกซื้อเสื้อร้านไหน?

ตัวอย่างจากของจริงที่ผมชอบ คือของ Booking.com ถ้าคุณลองเข้าไปค้นหาโรงแรมใน Booking ดู จะเห็นได้ว่า Booking จะใช้ Scarcity Marketing กับหลายๆ ส่วนในเว็บไซต์ของเขา เช่น เขาจะบอกจำนวนห้องที่เหลือ หรือบอกว่ามีกี่คนกำลังดูโรงแรมเดียวกับที่คุณดูอยู่

ทุกครั้งที่ผมเข้าไปหาโรงแรมใน Booking ใจหนึ่งก็จะบอกตัวเองว่าใจเย็นๆ ค่อยเลือก อีกใจก็บอกตัวเองว่าต้องจองเลย เดี๋ยวมันจะเต็มแล้วอดไปนะ สุดท้ายใจแบบหลังมักจะชนะใจแบบแรกอยู่ตลอด

ทั้งนี้การทำ Scarcity Marketing ควรจะเป็น Scarcity Marketing จริงๆ ถ้าคุณติดป้ายราคาลดเหลือ 500 บาท​โดยที่บอกว่าโปรโมชั่นใช้ได้แค่วันนี้ แต่ 2 วันถัดมา คนมายังร้านคุณแล้วยังเห็นโปรโมชั่นแบบเดิมมันก็คงจะเป็นการตลาดที่ไม่ซื่อสัตย์นัก

2. กลยุทธ์การตลาดแบบลองฟรีก่อน จ่ายทีหลัง

การเปิดโอกาสให้ลูกค้าของคุณได้ทดลองสินค้าหรือบริการของคุณก่อน เป็น Give ก่อน Take ยิ่งคุณให้ก่อนได้มากเท่าไหร่ โอกาสที่คุณจะได้รับกลับมายิ่งมากเท่านั้น ถ้าเป็นโลกดิจิทัล ตัวอย่างที่จะเห็นอยู่บ่อยๆ ก็จะเป็นธุรกิจประเภทซอฟต์แวร์ (SaaS) ที่มาในรูปแบบ Freemium Model คือใช้ฟรีตลอดกาล (แต่จำกัดฟีเจอร์) ถ้าอยากได้ฟีเจอร์แบบพรีเมียมต้องจ่ายเงิน

ตัวอย่างที่คุณเข้าไปศึกษาเพิ่มเติมได้เช่น Google Drive, Trelllo และ Evernote เป็นต้น หรือถ้าเป็นโลกออฟไลน์ ตัวอย่างที่จะเห็นบ่อยก็จะเป็นการแจก Sample ของสินค้าในห้างให้คนทดลองกินหรือลองเอากลับบ้านไปใช้ก่อน ถ้าใช้แล้วชอบก็ค่อยซื้อ ผมเคยอยู่ครั้งนึงที่ไปงานอีเวนต์ที่ปตท. และเขาเอา Texas Chicken (ผมยังไม่เคยกิน) มาแจก ซึ่งหลังจากครั้งนั้น ผมก็เป็นแฟนพันธุ์แท้ของ Texas Chicken

ทั้งนี้ ไม่ใช่ว่าทุกอย่างจะให้ลูกค้าไปทดลองใช้ฟรีๆ ก่อนได้ (เช่นของที่มีราคาแพงหรือมีความซับซ้อนสูง) ผมแนะนำว่าถ้าสินค้าหรือบริการที่คุณขายเป็นในรูปแบบนี้ สิ่งที่คุณสามารถให้ออกไปฟรีๆ ก่อนได้เลยคือ “ความรู้”  อย่างของ Content Shifu เองก็มีบทความให้คุณได้อ่านและคอร์สที่ให้คุณเข้าไปเรียนได้ฟรีๆ โดยที่ไม่เสียเงินอยู่ ให้คุณค่าก่อนรับคุณค่าและคุณจะกลายเป็นคนที่มีคุณค่า

3. กลยุทธ์งานอีเวนต์ (Event Marketing) แบบจัดเอง

ไม่ว่าโลกออนไลน์จะมาแรงสักแค่ไหน แต่มนุษย์ที่ขึ้นชื่อว่าเป็นสัตว์สังคมก็ยังคงต้องการปฏิสัมพันธ์กับมนุษย์คนอื่นแบบตัวเป็นๆ อยู่ดี การจัดอีเวนต์เป็นอีกหนึ่งในกลยุทธ์การตลาดที่จะวางตำแหน่งให้คุณเป็นผู้นำหรือเป็นผู้ที่รู้ในเรื่องนั้นๆ

ตัวอย่างเช่น การที่ Priceza (เว็บไซต์เปรียบเทียบราคาชื่อดังของไทย) จัดงาน Priceza E-Commerce Summit ขึ้นมาเพื่อบอกเขาพวกเขาเป็นผู้นำทางด้าน E-Commerce หรือการที่ Wisesight (แพล็ตฟอร์ม Social Listening ชื่อดังของไทย) จัดงาน Thailand Zocial Award ขึ้นมาเพื่อบอกเขาพวกเขาเป็นผู้นำทางด้าน Social Media Marketing

นอกเหนือจากงาน Event หรือ Conference ขนาดใหญ่ การจัดงานสัมมนาเพื่อเชิญชวนคนมาฟังในเรื่องที่คุณเชี่ยวชาญ (ไม่ว่าจะเป็นฟรีหรือมีค่าใช้จ่าย) ก็เป็นสิ่งที่ทำได้เช่นกัน เช่นถ้าคุณให้บริการเรื่องบัญชี คุณก็อาจจะจัดสัมมนาเรื่องบัญชีขึ้นมา หรือถ้าคุณขายชา คุณก็อาจจะจัดสัมมนาเรื่องวิธีการชงชาขึ้นมา เป็นต้น

ถ้าคุณไม่สะดวกที่จะจัดอีเวนต์แบบออฟไลน์ การจัดอีเวนต์แบบออนไลน์ก็สามารถทำได้เช่นเดียวกัน สิ่งที่ผมแนะนำให้คุณลองไปศึกษาเพิ่มเติมคือการทำ Live และ Webinar สำหรับเครื่องมือในการทำ Live ผมแนะนำให้ไปดูของ Thailivestream หรือ Livetube ส่วนเครื่องมือในการทำ Webinar ผมแนะนำให้ไปดูของ Zoom หรือ Google Meet

4. กลยุทธ์งานอีเวนต์ (Event Marketing) แบบเข้าร่วม

ถ้าการจัดอีเวนต์ด้วยตัวเองเป็นเรื่องใหญ่และไกลเกินตัวของคุณไป มีอีกวิธีที่ง่ายกว่านั้นแต่ถ้าทำดีๆ ก็ได้ผลลัพธ์เช่นเดียวกัน นั่นก็คือเปลี่ยนจากการที่เป็นคนจัดมาเป็นคนที่เข้าร่วมงานอีเวนต์แทน

การที่คุณเข้าร่วมอีเวนต์ที่เกี่ยวข้องกับงานหรือธุรกิจที่คุณทำอยู่จะทำให้คุณได้พบเจอคนกลุ่มใหม่ๆ ที่คุณอาจจะไม่ได้เจอพวกเขาบนโลกออนไลน์ และคุณจะเจอโอกาสที่ช่วยให้คุณสามารถทำการตลาดให้กับตัวคุณหรือสินค้า/บริการของคุณได้เพิ่มเติม คำแนะนำของผมคือนอกเหนือจากที่คุณไปเข้าร่วมงานอีเวนต์ที่เกี่ยวข้องกับคุณตรงๆ อาจจะลองหาอีเวนต์ที่เกี่ยวกับคุณในทางอ้อมๆ บ้าง

เช่นถ้าคุณให้บริการปรึกษาทำบัญชี งานอีเวนต์ที่เกี่ยวข้องกับคุณตรงๆ ก็จะเป็นงานที่เกี่ยวข้องกับบัญชี แต่งานอีเวนต์แบบอ้อมๆ ที่จะช่วยคุณได้ประโยชน์ก็อาจจะเป็นอีเวนต์เกี่ยวกับธุรกิจหรืออีเวนต์เกี่ยวกับ Startup (เพราะคนเหล่านี้ต้องการบริการทางด้านบัญชีแน่ๆ ไม่มากก็น้อย)

หรือไม่คุณก็อาจจะหาโอกาสเข้าร่วมงานอีเวนต์ที่ช่วยสร้างเครือข่ายเพิ่มเติมก็ได้ ที่ดังๆ ที่ผมพอจะรู้จักก็อย่างเช่น BNI, ABC หรือ DEF เป็นต้น หลายครั้งในเวลาทำการตลาด Know How อย่างเดียวไม่พอ จะต้อง Know Who ด้วย

5. ทำ Public Speaking

การไปพูด (หรือได้รับเชิญ) ไปพูดในงานต่างๆ ก็เป็นอีกหนึ่งวิธีในการทำการตลาดที่ได้ผลลัพธ์ในวงกว้าง ถ้าทำดีๆ คุณจะได้ลูกค้าหรือได้พื้นที่สื่อโดยที่คุณไม่ต้องเสียเงินค่าโฆษณาเลยแม้แต่บาทเดียว

ฟังเหมือนจะดีทุกอย่างและดูทำไม่ยาก แต่ตอนทำ Public Speaking จริงๆ ทำออกมาให้ดี ไม่ง่ายเลย เพราะถ้าจะทำ Public Speaking ให้ดีโดยที่ให้วกกลับมาเรื่องการทำการตลาดให้กับตัวคุณหรือธุรกิจของคุณ การเตรียมตัวเป็นเรื่องสำคัญ โดยสิ่งที่คุณต้องเตรียมคือ

  1. เนื้อหา

สิ่งสำคัญในส่วนนี้คือเนื้อหาของคุณต้อง “เกี่ยวข้อง” กับผู้ฟัง และต้องไม่เน้นขาย คนที่ทำตรงส่วนนี้ไม่เป็นจะเน้นขายตรงๆ แบบไม่เนียน แต่คนที่ทำเนื้อหาเก่งจะเน้นให้คุณค่าแล้วค่อยขายแบบเนียนๆ ซึ่งวิธีการทำตรงส่วนนี้ให้ดีคือจะต้องเน้นทำเนื้อหาที่คุณมั่นใจว่าเป็นสิ่งที่ผู้ฟังอยากฟังก่อน จากนั้นค่อยเติมสิ่งที่คุณอยากจะพูดเข้าไป การทำ Public Speaking นั้น สิ่งสำคัญอีกอย่างคือการทำ Public Speaking ให้กับ Audience ที่เกี่ยวข้อง ประโยชน์มันคงจะน้อยลงถ้าคุณทำ Public Speaking เรื่องการขาย แต่คนฟังเป็นฝ่าย IT Support จริงไหม?

  1. การถ่ายทอดเนื้อหา

การฝึกซ้อมไม่ได้ช่วยทำให้คุณสามารถส่งต่อเนื้อหาได้อย่างเพอร์เฟคต์แต่จะทำให้คุณถ่ายทอดเนื้อหาได้ดีขึ้น (กว่าการที่คุณไม่เตรียม) ถ้าคุณต้องทำ Public Speaking ให้กับคนเป็นจำนวนมากหรือทำ Public Speaking ในหัวข้อที่คุณยังไม่เคยพูดมาก่อน การฝึกซ้อมเป็นสิ่งที่สำคัญ ซึ่งคำแนะนำของผมเกี่ยวกับการฝึกซ้อมที่สามารถเริ่มต้นทำได้ง่ายๆ คือการลองซ้อมพูดหน้ากระจกหรือไม่ก็ซ้อมพูดให้เพื่อนสนิทหรือคนในครอบครัวฟัง ยิ่งซ้อมมากเท่าไหร่ การร้อยเรียงเรื่องราวจะยิ่งไหลลื่นขึ้น

6. กลยุทธ์การตลาดแบบบอกต่อ (Referral Marketing)

กลยุทธ์การตลาดแบบบอกต่อ (Referral Marketing) มีแนวคิดที่ว่า “ถ้าคุณคิดว่าสินค้าหรือบริการของเราดี เอาไปแนะนำเพื่อนต่อสิ นอกจากเพื่อนของคุณจะได้ประโยชน์ เรายังมีประโยชน์เพิ่มเติมให้กับคุณด้วย”

ตัวอย่างที่ผมชอบที่สุดตัวอย่างนึงเป็นของ Dropbox ซึ่งเป็นบริการฝากไฟล์ (เหมือนๆ กับ Google Drive และ One Drive) สิ่งที่ Dropbox ทำคือการบอกคนที่ใช้บริการของเขาว่าถ้าคุณสามารถชวนเพื่อนมาใช้บริการได้ 1 คน คุณจะได้พื้นที่เก็บไฟล์เพิ่มขึ้น 500 MB (สูงสุด 16 GB) ยิ่งชวนมาก ยิ่งได้พื้นที่มาก ซึ่งจากการทำแบบนี้ทำให้พวกเขาเพิ่มจำนวนคนใช้งานจากแค่ 100,000 คนในปี 2008 มาเป็น 4,000,000 คนในปี 2009 หรือภายในระยะเวลาแค่ 15 เดือน ถ้าคุณอยากศึกษาเกี่ยวกับแนวคิด Referral Marketing ของ Dropbox เพิ่มเติม สรุปกลยุทธ์การตลาด Referral Marketing ก็คือ 1. ใช้ดี 2. บอกต่อ 3. ทุกฝ่ายได้ประโยชน์

7. กลยุทธ์การตลาดแบบช่วยขาย (Affiliate Marketing)

กลยุทธ์การตลาดแบบช่วยขาย (Affiliate Marketing) มีความคล้ายกับ Referral Marketing ในเรื่องของการบอกต่อ แต่จุดที่ต่างคือ Affiliate Marketing จะต้องเกิดการซื้อขายจริงๆ คือคนขายต้องการของได้จริงๆ และคนที่นำสินค้าหรือบริการไปโปรโมต ถ้าขายได้จะได้รับก็จะเป็นเงินจริงๆ เช่นกัน

ตัวอย่างของการทำ Affiliate Marketing ที่ผมอยากจะยกขึ้นมาคือบริษัท SiteGround ซึ่งเป็นผู้ให้บริการ Hosting (ให้เช่าพื้นที่ในการเว็บไซต์ของคุณ) ซึ่งสิ่งที่เขาทำคือเขาจะสร้างลิงก์พิเศษมาให้เฉพาะสำหรับนักการตลาดแบบช่วยขาย (Affiliate Marketer) (เช่น ลิงก์ของ Content Shifu ก็จะเป็นลิงก์นี้ https://www.siteground.com/index.htm?afcode=987b64107744c10dfdd144ab7f425d06) และถ้าใครคลิกลิงก์นั้นๆ ซื้อบริการ Hosting ของ SiteGround 1. แน่นอนว่า SiteGround จะขายของได้ 2. นักการตลาดแบบช่วยขายก็ได้เงินค่าช่วยขาย

ในความเห็นของผมวิธีการตลาดแบบนี้เป็นหนึ่งในวิธีการทำการตลาดที่ประสิทธิภาพดีมากๆ นักการตลาดแบบช่วยขายต้องทำงานให้คุณอย่างหนักเพื่อจะได้แน่ใจว่าเขาจะขายของของคุณได้ (และทำให้เขาได้ค่าช่วยขาย)

Leave a Reply

Your email address will not be published. Required fields are marked *