Movies

Maleficent กำเนิดนางฟ้าปีศาจจุดเริ่มต้นที่สวงงามน่าติดตาม

Maleficent 2: Powers of Darkness (USA 2019) - Frankfurt-Tipp
Maleficent สำหรับแอนนิเมชั่น ที่ได้ขึ้นชื่อของดิสนี่ย์ เรื่องโฟรสเซ่น ได้อำลาโรงภาพยนตร์ไปเป็นที่เรียบร้อย ปรากฎว่าได้รับเสียงตอบรับ จากแฟนภาพยนตร์เป็นอย่างดี อีกทั้งดีกรีหนังที่มากถึงระดับ 5 จากหนังที่ได้ทำเงิน จากทั่วโลก และคาดว่าจะสร้างค่านิยมใหม่ ให้กับคนที่ไม่ได้เป็นแฟนการ์ตูน  ของดิสนี่ส์อีกด้วย ก็ต้องยอมรับ ว่าทางทีงานมีแผนการตลาดที่ดีเยี่ยม กับการนำตัวละครที่อยู่ในการ์ตูนของดิสนี่ย์ ออกมาแล้วสร้างเป็นภาพยนตร์ซะ ในช่วงเวลาก่อนที่หนังเรื่องนี้จะเปิดตัว ทางดิสนี่ส์ก็ได้มีการนำการ์ตูนคาสสิคถึง 2 เรื่องออกมา ทำเป็นภาพยนตร์ นั่นก็คือ “Beauty and the Beast (1959)” กับ “Cinderella”  ทั้งนี้ไม่รวมซีรี่สุดปังเรื่อง “Once Upon a Time” แล้วก็หนังจากค่ายอื่น ๆ มีความเป็นไปได้อย่างยิ่ง ที่ดิสนี่ย์จะนำตัวละครในการ์ตูนเรื่องอื่น ๆ อีกมาทำเป็นภภาพยนตร์ในอนาคต แล้วก็แน่นอนคงจะหนีไม่พ้นเรื่องเจ้าหญิงอีกตามเคย ส่วนในอนาคตจะเป็นนักแสดงคนไหนก็ต้องติดตามกันต่อไปนี่ก็เป็นผลงานชิ้นเอก  ที่น่าจับตามองเรื่องหนึ่งเลยก็ว่าได้ เนื่องจากความแปลกในการนำเสนอเรื่องราว ที่คราวนี้ฉีกกฎของการเล่าเรื่องนางเอกออกไป แต่กลับนำเสนอเรื่องราวของดาวร้ายแทน อีกทั้งยังเป็นเรื่องแรกที่ดิสนี่ย์นำเสนอแนวนี้อีกด้วยนะ กับการพรีเซ็นท์เรื่องราวของดาวร้ายที่น่าหวาดกลัว สำหรับเด็ก ๆ แต่ก็ถือเป็นข้อดีอย่างนึง ที่บรรดาแฟนคลับดิสนี่ส์ จะได้ทราบเรื่องราวของนางร้ายตัว นี้แบบละเอียดทีเดียวเชียว และหากใครที่เคยชมเรื่อง “Sleeping Beauty (1959)” ก็ตงจะพอจำรูปลักษณ์ของดาวร้ายได้ที่มีนามว่า”มาเลฟิเซนต์” ได้เป็นอย่างดี ผลงานการกำกับภาพยนตร์เรื่องแรกชองผู้กำกับทิม เบอร์ตันจะเป็นเช่นไร กับสตอรี่ที่เป็นจุดกำเนิด ของตัวละครนางร้ายตัวนี้ ทำไมเธอจึงเคียดแค้นชิงชังคิงสเตฟาน และทำไมเธอถึงทำการสาป เด็กทารกน้อยนามว่าออโรร่า”ก็ถือได้ว่าทำให้น้ำตาซึงได้ทีเดียว ที่ไม่ได้ผู้กำกับอย่าง “ทิม เบอร์ตัน” แต่ก็แอบหวังนะว่าเรื่องนี้ อยากให้สนุกมากกว่า หรือเท่ากับเรื่อง “Alice in Wonderland” และก็หวังเหมือนกันว่า จอห์นนี เดปป์จะมารับบทเป็นเดียวัล หรืออาจจะรับบทเป็นคิงสเตฟฟาน แต่ในท้ายที่สุด “โรเบิร์ต สตรอมเบิร์ก” ก็ทำผลงานออกมาได้อย่างดีเยี่ยมทีเดียว กับเรื่องแรกที่เขาได้กำกับ ซีจีนี่ถือว่าเรียบร้อยมาก และหนังเรื่องนี้เอง ยังสามารถที่จะสร้างอารมณ์ ให้กับผู้ชมได้อย่างคุ้มค่า แต่ละฉากนี่ทำเอาขนลุกในเรื่องความอลังการหนังเรื่องนี้ได้ถ่ายทอดเรื่องราว อีกด้านหนึ่งของหนังเรื่อง “Sleeping Beauty (1959)” ในอีกมุมหนึ่งซึ่งก็เป็นมุมมืดนี่เอง อีกทั้งเล่าเรื่องที่ในการ์ตูนไม่ได้พูดถึงไว้ และเพื่อเป็นการสร้างความเข้าใจที่ดีต่อบทภาพยนตร์เรื่องนี้ ด้วยการตีแผ่เรื่องราวของดาวร้าย ที่ชื่อว่า “มาเลฟิเซนต์” กันแบบเจาะลึกทีเดียว ก็อย่างที่หลายคนคงเคยได้ยินมาแล้ว กับตัวอย่างบางตอนเช่น “อย่าเชื่อนิทานกาลครั้งหนึ่ง” ก็เป็นดังคำนี้จริง ๆ สำหรับใครที่เคยชม Sleeping Beauty” ต้องบอกก่อนนะครับว่าไม่ควรเอาหนังเรื่องนี้มาเป็นบรรทัดฐาน เพราะว่าหนุังจะตีแผ่เรื่องราวของแม่มะลิ และดิสนี่ย์เองก็ยังคงนำเรื่องของรักแท้ แบบในเรื่อง “Frozen” มาเล่นกับผู้ชมด้วยนะ กลิ่นอายของหนังดิสนี่ย์สมัยใหม่นั้นมาเต็ม ๆ ผู้ชมคงจะเห็นได้ชัด จากภาพยนตร์สองเรื่องนี้อย่าง “Tangled” และ “Frozen กับความหมายของความรักอีกรูปแบบหนึ่ง ที่ไม่มีความจำเป็นจะต้องลงเอยด้วยความแฮปปี้ หรือจบแบบ Happy นั่นแหละ ส่วนตัวผมเองแม้จะไม่ค่อยชอบแนวนี้ซักเท่าไหร่ แต่ก็พอรับได้ อ่านต่อ

Leave a Reply

Your email address will not be published. Required fields are marked *